Concept

Web-based applications เปลี่ยนไป! ปรับรูปแบบใหม่เอาใจผู้ใช้งาน

อนาคตระบบปฏิบัติการที่มากับเครื่องแล็ปท็อปคงจะมีหน้าที่แค่เรียกเว็บบราวเซอร์เพียงอย่างเดียว เพราะบนเว็บบราวเซอร์ตอนนี้มีแอพพลิเคชันทุกอย่างที่มีอยู่บนคอมพิวเตอร์ให้เลือกใช้มากมายแล้ว ต้นทุนในการสร้างองค์กรคงจะลดลงมาก องค์กรขนาดเล็กจะได้รับประโยชน์

Web-based applications เปลี่ยนไป! ปรับรูปแบบใหม่เอาใจผู้ใช้งาน

ถ้าให้พูดถึงเทรนด์ของแอพพลิเคชันในตอนนี้จะพบว่า แอพพลิเคชันในแต่ละแพลตฟอร์มมีการเติบโตในท้องตลาดสูงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว ประเภทของแอพพลิเคชันที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดคือแอพพลิเคชันบนแพลตฟอร์มของสมาร์ทโฟนซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนของ Application Store หลายค่ายที่พร้อมใจกันพัฒนาแอพพลิเคชันของตนออกมาอย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือแอพพลิเคชันที่ใช้งานบนเว็บไซต์ หรือ ผ่านเว็บบราวเซอร์ซึ่งมีทั้งแบบที่ให้บริการจาก SaaS (Software as a Service) ผ่านบริการ Cloud Computing ซึ่งหากให้เปรียบเทียบความสามารถของแอพพลิเคชันทั้งสองแพลตฟอร์มที่ถือว่าเป็นเทรนด์ที่เข้าตาที่สุดตอนนี้ที่สำคัญข้อมูลเนื้อหา หรือสารสนเทศที่แอพพลิเคชันบนสองแพลตฟอร์มนี้ต้องนำมาแสดงผลนั้นอยู่บนอินเตอร์เน็ท อีกทั้งในปัจจุบันแนวโน้มของ Traffic Source ในการเข้าถึงเว็บไซต์นั้นลดลง เพราะกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนั้นเริ่มใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงสารสนเทศ และเนื้อหาที่ถูกแสดงผลผ่านแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนมากกว่า ทำให้กลุ่มนักพัฒนา กลุ่มนักการตลาดออนไลน์ ต้องร่วมมือกันวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้

ในช่วงหนึ่งมีการพัฒนาเว็บบราวเซอร์ให้สามารถทำงานได้เหมือนแอพพลิเคชันทั้งแบบส่วนเสริมอย่าง Extension บน Firefox และการฝังความสามารถของแอพพลิเคชันรองรับเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ลงใน RockMelt และ Flock Browser ที่เลิกพัฒนาไปแล้วตอนนี้ สงครามการการตลาดที่เอาพฤติกรรมผู้ใช้มาเป็นเครื่องมือวัดความนิยมระหว่างสองแพลตฟอร์มยังคงดำเนินต่อไปล่าสุดแนวคิดการปรับเปลี่ยนเว็บบราวเซอร์ให้สามารถทำงานได้เหมือนแอพพลิเคชันก็ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสำหรับรองรับการทำงานที่รวดเร็วเหมือนใช้แอพพลิเคชัน จากหลายเว็บไซต์ เช่น Google Apps, Facebook, Twitter, Hootsuite และ แอพพลิเคชันจำพวก CRM ตัวอื่นอีกมากมายที่อยู่ในรูปแบบ SaaS ต่างยกขบวนร่วมมือกันเปลี่ยนฟังก์ชันการทำงานให้ใช้งานง่ายรวดเร็ว ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งาน อีกทั้งผู้พัฒนาเว็บบราวเซอร์เองต่างก็ปลุกกระแสพัฒนาปรับรุ่นเว็บบราวเซอร์ของตัวเองให้โดดเด่นที่สำคัญมีส่วนเสริมที่เริ่มจะไม่ใช้คำว่า Extension อีกต่อไปแต่เริ่มเปลี่ยนมาใช้คำว่า Application หรือ Apps บน Web Store ซะเองน่าจะเป็นแนวทางที่นักพัฒนาเว็บบราวเซอร์มองเห็นแล้วว่ากลยุทธ์แบบนี้จะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกลับมาให้ความสำคัญกับเว็บบราวเซอร์อีกครั้ง

ประสบการณ์อันน่าประทับใจครั้งแรกของผู้ใช้

แอพพลิเคชันบนเว็บไซต์หลายตัวที่ถูกพัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการ SaaS บน Cloud ที่ให้บริการแก่ผู้ที่สนใจใช้เฉาพะงาน เช่น ส่วนเสริมของ Google Chrome ที่เรียกว่าบริการ Chrome Web Store, เครื่องมือวัดประสิทธิภาพเว็บ หรือ Analytics Tool ทั้งหลาย และระบบ CRM on Demand ที่ให้บริการสำหรับดูแลฐานข้อมูลลูกค้าผ่านหน้าเว็บไซต์จัดเก็บข้อมูลบนพื้นที่ที่มีความปลอดภัยดูแลข้อมูลคุณภาพสูงผ่านระบบ Cloud Security ไปจนถึงเว็บไซต์ที่เราคุ้นเคยอย่าง เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Twitter, Facebook ที่ภายหลังรูปแบบการทำงานในฟังก์ชันพื้นฐานอย่างการ แบ่งปันเรื่องราวบนหน้า Wall และตอบ Comment ของ Facebook ไปจนถึงระบบ Group และ Facebook Fanpage Analytics ที่มีระบบหลังบ้านสำหรับจัดการข้อมูลสถิติของ Fan Page นั้นมีการทำงานที่ลื่นไหลราวกับใช้แอพพลิเคชันที่ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่มีจังหวะของการรีเฟช (Refresh) ข้อมูลในการเปลี่ยนหน้าหรือเปลี่ยนการทำงานในแต่ละครั้ง

หน้าจอการทำงานของ Google Adsense ที่ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนหน้าจอจะไม่มีการรีเฟช เปรียบเสมือนแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ตัวนี้ทำงานแบบ Real Time

หน้าจอฟังก์ชันในการออกแบบ รีพอร์ท ที่สามารถกำหนดมุมมองและส่วนที่ต้องการได้ด้วยตัวผู้ใช้งานเองที่ Custom Report ของ Google Analytics การใช้งานเพียงแค่ Drag and Drop ลากวางวัตถุแล้วแสดงผลง่ายต่อการใช้งาน

หากผู้อ่านเคยได้เข้าใช้บริการ Google Adsense หรือ Google Analytics จะเห็นว่าหน้าจอการทำงานของฟังก์ชันแต่ละส่วนของเว็บแอพพลิเคชันดังกล่าวบริการที่ผู้เขียนยกขึ้นมาให้เห็นข้างต้นนั้นเป็นบริการของ Google ซึ่งหากใครที่เคยใช้บริการทั้งสองนี้ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงวันนี้จะพบว่า หน้าจอการทำงานได้ถูกปรับเปลี่ยนไปมาก แทบไม่ได้มีการทำงานที่เรียกว่าเว็บไซต์ที่เป็นระบบหลังบ้านไว้สำหรับใช้แสดงผล และออกรายงาน แต่กลับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอรายงาน หรือข้อมูลสารสนเทศให้เป็นเหมือนการจำลองแอพพลิเคชันมาตรฐานที่ประมวลผลรวดเร็วบางตัวมาอยู่บนเว็บแทน อีกทั้งการออกแบบที่ดูเรียบง่าย เมนูนำสายตาผู้ใช้งานที่บอกเป็นลำดับขั้นตอน คำอธิบายที่ชัดเจนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอีกทั้งการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้กับส่วนติดต่อผู้ใช้งานอย่าง Interface นั้นก็เป็นการแสดงผลผ่าน Ajax หรือ JQuery ที่เป็นภาษาโปรแกรมบนเว็บไซต์ที่สามารถทำให้ข้อมูลประมวลผลได้รวดเร็ว

ด้วย Interface หรือส่วนติดต่อผู้ใช้งานที่เรียบง่าย และวิธีการใช้งานที่รองรับพฤติกรรมที่ใช้ความสบายเป็นหลักของมนุษย์ ผ่านเมนูนำทาง และ Object หรือวัตถุที่สามารถทำการ “Drag and Drop” หรือที่เราเรียก ว่าการลากวางวัตถุบนแอพพลิเคชันเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกของผู้ใช้ ความเรียบง่าย ความรวดเร็ว และกิจกรรมที่สามารถจัดการได้ง่าย เข้าใจถึงความหมายของกิจกรรมโดยที่ผู้ใช้สามารถเรียนรู้ได้ทันทีเบื้องต้นโดยไม่ต้องลำบากหาคู่มือมาประกอบการใช้งานเป็นสิ่งที่เว็บไซต์จำพวกระบบที่ต้องมีการใช้งานต่อเนื่องอย่าง Web-Based Application หรือแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์เหล่านี้จำเป็นต้องมีเหมือนกับทฤษฎีของพฤติกรรมผู้ใช้ในเรื่อง ความมีอคติต่อขั้นตอนการปฏิบัติบนส่วนติดต่อผู้ใช้งานที่ซับซ้อน หรือลำบากเกินไป

Facebook Group และ comment ของระบบที่ภายหลังเว็บไซต์เริ่มลดเวลาในการรีเฟชหน้าและเรียกข้อมูลให้น้อยลง จนแทบไม่มีการเปลี่ยนหน้าเลย อีกทั้งการนำปุ่ม submit ออกจากระบบในบางส่วนเพื่อความรวดเร็ว

Hootsuite เป็น Social Dashboard ที่น่าสนใจเพราะนอกจากจะพัฒนาบนแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแล้วยังทำงานบน เว็บไซต์โดยจำลองการทำงานเปรียบเทียบเหมือนทำงานบนแอพพลิเคชันดีๆบางตัวเลย

ต้นทุนองค์กรที่ลดลง ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมไคล์เอนท์ Client

แอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ หรือ Web-Based Application ที่ทำงานบนเว็บบราวเซอร์ไม่จำเป็นต้องพัฒนาโปรแกรมตัวกลาง หรือไคล์เอนท์ลูกข่าย ในการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างกันที่อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางแผนและพัฒนาที่สูง อีกทั้งมีกำหนดเวลาในการพัฒนาไปจนถึงการส่งมอบที่ไม่แน่นอน ซึ่งต้องคำนึงถึงระบบปฏิบัติการว่า โปรแกรมไคล์เอนท์จะรองรับการทำงานบน Windows Linux หรือ Mac ได้หรือไม่ เปรียบเทียบดูแล้วแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์นั้นสามารถทำงานได้โดยใช้เพียงเว็บบราวเซอร์ที่มีอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว

Cross-Platform System การทำงานข้ามแพลตฟอร์ม

ความเป็นอิสระในการเข้าถึงไม่ว่าจะใช้ทรัพยากรภายใน ภายนอก หรือต่างองค์กรที่มีระบบปฏิบัติการหรือแพลตฟอร์มบนอุปกรณ์ที่แตกต่างกันไป แอพพลิเคชันบนเว็บไซต์สามารถรองรับในการแก้ปัญหาจุดนี้ในปัจจุบันหลายองค์กรมีการรวมเทคโนโลยีหลายแพลตฟอร์มเข้ามาใช้งานร่วมกันโดยอาศัยจังหวะ และความสะดวกในเวลาที่ใช้ร่วมกับสถานการณ์ที่ต่างไป อาจจะใช้แอพพลิเคชันขององค์กรที่พัฒนาขึ้นมาบนสมาร์ทโฟนในการค้นหาข้อมูลลูกค้าในเวลาเร่งด่วนระหว่างการเดินทาง หรืออาจจะใช้ระบบเอกสารออนไลน์ดึงเอกสารสำคัญจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเซิร์ฟเวอร์องค์กรมาไว้ที่แอพพลิเคชันที่ทำการ Synchronize ผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาอย่างแท็บเล็ต ไปจนถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงผ่านไฟล์เอกสารประเภท Spreadsheet ผ่านระบบ Office 2.0 บนบริการ Cloud โดยใช้งานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์แล็ปท๊อปในเวลาที่คุณกำลังนั่งรอคู่ค้าที่ร้านอาหาร หรือเปิดไฟล์เอกสารสัญญาให้คู่ค้าในร้านกาแฟซักแห่ง

Cross-Platform System การทำงานข้ามแพลตฟอร์ม

คุณสมบัติในเรื่องของการทำงานข้ามแพลตฟอร์มนั้นถือว่าเป็นประเด็นที่น่าถกเถียงที่สุดของแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน และแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ เพราะประเด็นในเรื่องความสะดวกสบายของแอพพลิเคชันที่สามารถดาวน์โหลดผ่าน Application Store อย่าง Apple App Store ของ Apple ที่ให้บริการอยู่ในเครื่องสมาร์ทโฟน iPhone และเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาอย่าง iPad นั้นมีอัตราที่สูง และแนวโน้มที่เติบโตกว่า การเปิดใช้แอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ผ่านบราวเซอร์ บนสมาร์ทโฟน ด้วยข้อจำกัดบางส่วนของบราวเซอร์บนสมาร์ทโฟนอาจจะทำให้บางฟังก์ชันของแอพพลิเคชันบนเว็บนั้นไม่สามารถทำงานได้เต็ม 100% แม้จะเป็นข้อจำกัดที่ด้อยกว่าหลายขุมของแอพพลิเคชันบนเว็บ เมื่อเปรียบเทียบกับแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถึงทางตันซักทีเดียวกับแพลตฟอร์มของเว็บไซต์ เพราะสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนั้นมีบราวเซอร์ที่รองรับมาตรฐานของเว็บไซต์ที่เรียกว่า HTML5 ที่จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ และความหวังใหม่ของกลุ่มนักพัฒนาแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์

HTML5 จะเป็นมาตรฐานที่ยกระดับเว็บ ให้เหนือแอพฯ บนสมาร์ทโฟน

HTML5 นั้นถือว่าเป็นมาตรฐานหลักของเว็บไซต์ที่จะพัฒนาโครงสร้างยกระดับให้สูงขึ้นไปจากมาตรฐาน HTML เดิม ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ HTML5 อยู่ในระหว่างขั้นตอนในการพัฒนา แต่เว็บบราวเซอร์อย่าง Safari และเว็บบราวเซอร์ตัวอื่นที่เริ่มทยอยออกมาในตอนนี้อย่าง Firefox, Chrome และ IE9 นั้นเริ่มมีฟังก์ชันในการจัดระเบียบเนื้อหา การแสดงผล และกิจกรรมโต้ตอบของโครงสร้างภาษาบนเทคโนโลยีเว็บไซต์ที่รองรับ HTML5 แล้วมากกว่า 70% ตั้งแต่เว็บบราวเซอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจนถึงเว็บบราวเซอร์บนสมาร์ทโฟน ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบดูแล้วจะพบว่าการพัฒนาแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนให้ไปปรากฏบน App Store ของ apple นั้นเป็นเรื่องที่ลำบากในขั้นตอนการพัฒนาระดับหนึ่ง นั่นคือ

  • ต้องพัฒนาด้วยเครื่อง Mac เท่านั้นซึ่งนักพัฒนาบางคนก็ไม่สะดวกที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ในการพัฒนาโปรแกรมและแอพพลิเคชันเป็นระบบปฏิบัติการอื่นกลับไปกลับมาบ่อยนัก
  • ขั้นตอนการนำขึ้นบน App Store นั้นต้องใช้เวลาอีกทั้งต้องทำตามระเบียบข้อบังคับที่ทาง Apple ได้กำหนดไว้หากมีการไม่ถูกตามข้อกำหนดแอพพลิเคชันจะถูกดองไว้นานพอสมควร
  • บางครั้งประเภทของการทำงานบนแอพพลิเคชันที่พัฒนาจำเป็นต้องออนไลน์ เสมอไม่ต่างอะไรจากเล่นบนเว็บ

จะเห็นได้ว่าทางเลือกที่นักพัฒนาจะพัฒนาแอพพลิเคชัน ที่ทำงานบนแพลตฟอร์มของเว็บไซต์ และแพลตฟอร์มของบนสมาร์ทโฟนได้ก็ต้องเป็น Web-Based Application เท่านั้นเพียงแค่ต้องหา Solution ในการแบ่งการแสดงผลออกเป็น 2 ช่องทางคือเว็บไซต์ และหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยที่การทำงานหลัก และข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลนั้นมาจากแหล่งเดียวกัน

HTML5 จะเป็นมาตรฐานที่ยกระดับเว็บ ให้เหนือแอพฯ บนสมาร์ทโฟน

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนพอจะแนะนำให้ได้คือ ชุดพัฒนา jQTouch เป็นชุดพัฒนาแอพพลิเคชันบนเว็บที่แสดงผลได้ดีบนสมาร์ทโฟน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถไปดาวน์โหลดชุดพัฒนามาลองแก้ไขปรับแต่งเนื้อหา หรือสามารถไปลองรีวิวตัวเดโมผ่านเครื่องสมาร์ทโฟนของคุณได้ที่เว็บไซต์ของ jQTouch เองได้ทันทีที่ http://www.jqtouch.com ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ในเรื่องข้อจำกัดของทรัพยากรบนแพลตฟอร์มของนักพัฒนาได้ดีที่สุด และชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างดีทีเดียว

หน้าจอเวลาใช้สมาร์ทโฟนเข้าไปที่เดโมของของชุดพัฒนาแอพพลิเคชันด้วย jQTouch

ฟังก์ชันตัวอย่างให้เลือกใช้มากมาย การเคลื่อนไหวของหน้าจอเป็นต้น

ส่วนเสริมหรือ Extensionของ jQTouch ที่รองรับการทำงานบนสมาร์ทโฟนได้เหมือนแอพฯ

หากทดสอบสคริปในการดึงตำแหน่งพิกัดผ่าน GPRS จะสามารถดึงค่าตำแหน่งได้ทันที

HTML, SaaS Web-Based Application โปร่งใสในเรื่องงบประมาณจัดซื้อ

ผู้อ่านคนไหนที่สนใจจะใช้งานแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ หรือ Web-Based Application สามารถบอกลาคำว่า “คอร์รัปชั่น” ภายในองค์กรได้เลย เพราะต่อจากนี้ไปการจัดซื้อใช้ซอฟท์แวร์ หรือแอพพลิเคชันในการทำงานของส่วนแพลตฟอร์มที่ยกมานี้จะทำงานได้ ผู้อ่านสามารถจัดการ และตัดสินใจในการเลือกใช้แอพพลิเคชัน โดยวัดจากฟังก์ชันการทำงาน และเปรียบเทียบระบบงานเดิมว่ากระทบมากน้อยเพียงใด สุดท้ายก็อยู่ที่วิจารณญาณในการตัดสินใจในเรื่องราคา แต่ต้องรู้ไว้ว่าการเลือกใช้แอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ในตอนนี้นั้น ไม่สามารถสร้างรายได้ผ่านแอพพลิเคชันเพราะ หากลงป้ายโฆษณา Banner ที่หน้าจอแอพพลิเคชันบนเว็บนี้แล้ว หน้าจอแทบไม่มีการรีเฟชแน่นอนมีผลกับ Page View แน่นอนดังนั้นแอพพลิเคชันบนเว็บที่ทำงานอย่าง Real-time นั้นทำเงินไม่ได้

นอกจาก Web-Application แล้วมีอะไรบนเว็บไซต์อย่างอื่นอีกไหมที่เปลี่ยนไป

นอกจากการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันในการประมวลผล ทำงาน และรองรับทุกแพลตฟอร์มของแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ที่ผู้เขียนได้ยกมาแล้ว ก็อาจจะพูดได้ว่าคงต้องใช้เวลาในการรอคอยให้ HTML5 เสถียรก่อนเพื่อจะได้เห็นความต่างว่าเหมาะสมที่จะเข้ามาตอบโจทย์ทดแทนแอพพลิเคชันที่ทำงานได้ทุกแพลตฟอร์มอย่างแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ได้หรือไม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในตอนนี้คือ ลูกเล่นของเว็บบราวเซอร์ที่ทุกค่ายล้วนยกคุณสมบัติด้านนี้ ที่พยายามจะผลักดันให้เว็บบราวเซอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์มีการทำงานเหมือนแอพพลิเคชัน เพื่อสนองพฤติกรรมการรับข่าวสารผ่านอักษรแนะนำ หรือ Text Based ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่นับวันจะมีพฤติกรรมเคยตัวแบบนี้มากขึ้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างบริการแปลกตาจากเว็บบราวเซอร์จากฝั่ง Google อย่าง Chrome ที่อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจาก Application Market Place บนแพลตฟอร์ม Android ของตน จนต้องฝังใจมาทำ Chrome Web Store ที่รวมแอพพลิเคชันที่พูดได้ว่าเป็นของเล่นสนุกไว้ติดตั้งทำงานร่วมกับ บราวเซอร์ Chrome ได้ทันที ซึ่งแอพพลิเคชันเหล่านี้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาปรับแต่งได้เองอีกด้วย

Google- Chrome Web Store

เห็นอย่างนี้แล้วผู้เขียนมีความเห็นว่าการที่ Google เปลี่ยนสถานะของเว็บบราวเซอร์ผู้ดีของตนอย่าง Chrome ให้มีบริการ App บน Web Store คล้าย Android Market Place คงไม่ได้นึกทำขึ้นมาเอาสนุกให้เหมือนสมาร์ทโฟน และก็คงไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อเพิ่มช่องทางให้คนเข้ามาใช้ Traffic บนเว็บไซต์แต่อย่างใด กลยุทธ์ครั้งนี้ต้องมีนัยแอบแฝงแน่นอนใครจะไปรู้ว่าในอนาคตสมาร์ทโฟน และ เว็บไซต์อาจจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้ มีแค่ตัวเครื่อง และบราวเซอร์ส่วนการทำงานหลักของเครื่องทั้งสองแพลตฟอร์มนั้นอาจจะอยู่บน Cloud ก็เป็นได้

แล้วพวกคุณล่ะ คิดว่ายังไง?

Asst. Prof. Banyapon Poolsawas

อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบเชิงโต้ตอบ และการพัฒนาเกม วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ & เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท Daydev Co., Ltd, (เดย์เดฟ จำกัด)

Related Articles

Leave a Reply

Back to top button
Game & Mobile Development AR VR XR
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.

Adblock Detected

เราตรวจพบว่าคุณใช้ Adblock บนบราวเซอร์ของคุณ,กรุณาปิดระบบ Adblock ก่อนเข้าอ่าน Content ของเรานะครับ, ถือว่าช่วยเหลือกัน