Home / Technology  / Telecommunication  / Data Communications  / Inbound Marketing ศาสตร์ในการทำการตลาดบนหน้า Landing Pages

Inbound Marketing ศาสตร์ในการทำการตลาดบนหน้า Landing Pages

Inbound Marketing ศาสตร์ในการทำการตลาดบนหน้า Landing Pages

เชื่อหรือไม่ว่า Landing Pages ที่เราเคยเห็นกันเวลากดลิงค์โฆษณาจาก Adwords นั้นถือเป็นกุญแจหลักในการทำ Inbound Marketing ที่ได้ผลดีตัวหนึ่ง

มาทบทวนและทำความเข้าใจกันสักหน่อยว่า Landing Pages คืออะไร?
แน่นอนว่ากลยุทธ์การทำ Inbound Marketing นั้น Landing Page คือเครื่องมือที่เหมาะกับการเพิ่ม Lead Generation หรือ Lead Traffic ให้กับแคมเปญการตลาดหรือธุรกิจ เป็นหน้าเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลที่สั้นกระชับ เข้าใจง่ายโดยมีการเชิญชวนให้เกิดการเข้าร่วมกิจกรรม หรือใช้บริการสินค้า บริการที่อยู่ในหน้า Landing Page ของเรา ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยที่ Landing Page ส่วนใหญ่นั้นจะต้องมีการสร้าง Call To Action เชิญชวนให้ผู้เยี่ยมชมที่สนใจเนื้อหาของเราเข้ามาสมัคร หรือ ทำอะไรสักอย่างกับหน้า Landing Page ของเราเพื่อที่เราจะได้ข้อมูลของผู้เยี่ยมชมดังกล่าวเก็บไว้

Inbound Marketing ศาสตร์ในการทำการตลาดบนหน้า Landing Pages

Inbound Marketing ศาสตร์ในการทำการตลาดบนหน้า Landing Pages

Landing Page ที่ดีนั้นจะต้องสร้าง Traffic ได้สูง อย่างกรณีศึกษามากมายที่เราจะพบเห็นนั้นเช่นอีเมลการตลาดทั้งหลาย มักจะมีหน้า Landing Page มารองรับแคมเปญเสมอ หากว่ามีการทำแคมเปญการตลาดผ่านอีเมลหรือ EDM แล้วทำ Call To Action มาที่เว็บไซต์โดยปราศจาก Landng Page ผู้เยี่ยมชมมีสิทธิที่จะเกิดความสับสน หรือไปต่อไม่ถูกว่าแคมเปญ หรือหน้าที่เราสนใจนั้นอยู่ตรงไหน คราวนี้ก็พอจะเข้าใจหรือยังครับว่า Landing Page นั้นดียังไง นี่แค่เบื้องต้นนะครับ จะเห็นว่า Landing Page ที่ดีนั้น ต้องมีอัตรา % ของ Bouncing Rate ที่ต่ำ และ % ของ Conversion Rate ที่มาจาก Vsitor และ Lead ที่สูง

การออกแบบหน้า Landing Page แบบไหนถึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากประสบการณ์การทำการตลาดผ่าน Google Adwords PPC กับ Keywords ที่ตรงเป้าหมาย เมื่อมีบางคนคลิกที่โฆษณา Adwords ของเราก็จะทำการนำพาคนคนนั้นเข้าสู่หน้า Landing Page ขอย้ำว่า Landing Page หรือหน้า เนื้อหาที่ตรงประเด็นนะครับไม่ใช่หน้า Home Page ของเรา

การออกแบบที่ได้ประสิทธิภาพเสมอของ Landing Page นั้นประกอบไปด้วยแนวทางดังต่อไปนี้ครับ

เมนูนำทางไม่ต้องมาก หรือไม่ต้องมีเลยก็ได้
Navigation หรือเมนูนำทางของหน้า Landing Page นั้นไม่จำเป็นต้องมี เมนู อะไรมากมายหรอกครับ เพราะถ้ามีเมนูนำทางเยอะอยะมากมายบางครั้งก็อาจจะพาผู้เยี่ยมชมหรือผู้บริโภคที่เข้ามา Landing Page นั้นวิ่งออกไปยังหน้าอื่นได้ กลายเป็นว่า Bouncing Rate กลับมาสูงเอาได้ครับ เพราะฉนั้นเมนูนำทาง หรือ Navigation Menu นั้นไม่ต้องมีมาก หรือไม่ต้องมีหรอกครับ เน้นที่เนื้อหาหรือ Copy ที่นำเสนอไปเลยดีกว่า

เนื้อหานั้น Offer อะไรให้ผู้บริโภคบ้าง และอย่าเยิ่นเย้อ
อย่าพล่ามพรรณาอะไรที่ไม่เกี่ยวกับ บริการ หรือแคมเปญกิจกรรมของคุณเด็ดขาดข้อความเด่นๆ นั้น เจาะจงที่กิจกรรมไปเลยตรงๆ เพราะเค้ากดลิงค์มายังหน้า Landing Page ของคุณก็เพราะพวกเขาคาดว่าจะเจอ Offer ของคุณที่มีให้พวกเขา จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากจริงๆ ให้ทำเป็น Bullet Points ไปเลยครับว่าพวกเค้าจะได้สิทธิประโยชน์อะไร

ใส่ Content ว่าเราจะ Offer อะไร

ใส่ Content ว่าเราจะ Offer อะไร

ต้อง Share Landing Page ผ่าน Social Media
Landing Page นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีจาก Adwords และ EDM แล้วยังสามารถต่อยอดไปยัง Community Base หรือสังคมออนไลน์อย่าง Social Media ได้อีกโดยการเพิ่ม Social Book Mark ต่างๆ อย่าง Facebook, Twitter, Google+ ลงไปอย่างน้อยๆ ก็ได้ Inbound Link เพิ่มเข้ามาสร้าง Conversion Rate ให้มี % สูงขึ้นได้อยู่บ้าง

Offer อะไร Call To Action อะไร

Offer อะไร Call To Action อะไร

Landing Page ต้องสั่นเข้าไว้ ไม่ต้อง Scroll เลยยิ่งดี
หน้า Landing Page ที่มีการทำ Call To Action หรือ Process ของ Call To Action นั้นไม่ควรยาวเกินไป สั้นๆ ดีที่สุด

ภาพประกอบนำทาง โยงใจ
การใช้ภาพประกอบที่สื่อความหมายกับ Offering ของสินค้า และบริการของคุณใน Landing Page นั้นสำคัญพอดูครับ ไม่ควรเป็นภาพที่เล็กเกินไป ควรเป็นภาพที่ใหญ่ เคลียร์ และชัดเจนที่สุด

Landing Page เจ๋งๆ จาก Hubspot

Landing Page เจ๋งๆ จาก Hubspot

Call To Action โดนๆ เต็มๆ
ปุ่ม หรือ Call To Action นั้นต้องโดดเด่นครับ หลักการควรเป็นกราฟฟิกที่ไม่ควรจมไปกับ สีทั้งหมดของหน้า Landing Page เช่นถ้า Page เป็นสีขาวปุ่มควรมีขนาดใหญ่ สีแดง หรือ เขียว มีข้อความประกอบให้ลอย และนำสายตา

สังเกตที่ Call To Action นะครับ

สังเกตที่ Call To Action นะครับ

ใช้ A/B Spilt Test และ Visitor Flow ในการ Test
การออกแบบ หน้าฟอร์มกรอกให้สั้นหรือ วิเคราะห์ว่าควรจะจัดการให้เหมาะสมยังไง โดยใช้ Google Analytics ทำการ Split Testing กับ Google Analytics Experiments มาช่วยเหลือในการดูว่าหน้า Subscribe หรือ ขันตอนการ Call To Action นั้นสร้างความลำบากในการกรอกข้อมูลหรือไม่

ทำ Split Test จาก Google Analytics

ทำ Split Test จาก Google Analytics

หน้า Landing Page Call To Action ยาวไป

หน้า Landing Page Call To Action ยาวไป

หน้า Landing Page Call To Action สั้นๆ พอดี

หน้า Landing Page Call To Action สั้นๆ พอดี

อีกวิธีคือการใช้ Visitor Flow วิเคราะห์ว่ามีเส้นทางของ Call To Action นั้นขาดหายไปตรงไหน หรือมีการคลิกที่บริเวณใดก่อนจะ สมัครบ้าง

ใช้ Google Analytics ใส่ Virtual Page View ช่วยหากมีหน้าย่อยหรือ Section ย่อย
ใช้ Virtual Page View หรือ TrackEvent เข้ามาช่วยเหลือในการ Track ว่าคนคนนั้นสนใจอะไรในหน้า Landing Page หรือหน้าย่อยส่วนอื่นๆ

อย่าลืม Track ด้วย Virtual Pageview

อย่าลืม Track ด้วย Virtual Pageview

ตัวอย่าง Code ของ Virtual Page View กรณีที่มีการให้ดาวน์โหลดไฟล์ White Paper แบบ PDF นั้นสามาระใส่ได้ดังนี้

< a href=”myfile.pdf” onClick=”gaq.trackPageview(‘/myPDFFile’)”>

หรือ ติด Tracking Event แบบนี้

< a href=”myfile.pdf” onClick=”gaq.trackEvent(‘Downloads’,’PDF’,’myfile.pdf’,’1.50′,true)”/>

หากทำการปรับแต่ง Landing Page ดีแล้ว จำเป็นต้องทดสอบและวิเคราะห์ว่า Landing Page ของเราสามารถเปลี่ยน Visitors ของเราให้เป็น Leads หรือ Customer ให้ได้ คราวนี้ก็จะพอทาบวิธีการปรับแต่งหน้า Landing Page ของคุณให้เหมาะสม และตอบโจทย์การตลาดผ่าน Google Adwords PPC และ EDM แล้วล่ะครับ ที่เหลือก็อยู่ที่ว่า Content และ Promotion Message ของคุณนั้น Offer อะไรบ้าง

ศาสตร์ Inbound Marketing อื่นๆ ครับ

 

Inbound Link เส้นทางเชื่อมโยงผู้บริโภค เข้าหา Content

 

Comments

daydevthailand@gmail.com

อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบเชิงโต้ตอบ และการพัฒนาเกม วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ & เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ,ผู้ก่อตั้ง บริษัท Daydev Co., Ltd, (เดย์เดฟ จำกัด)

Review overview
9 COMMENTS

POST A COMMENT