Home / 2011 / July

 

หนังสือการตลาดสำหรับ นักการตลาดรุ่นใหม่และผู้สนใจการตลาดดิจิตอลอย่าง iMarketing10.0 เป็นหนังสือที่ตัวผมเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับ พี่ๆ กูรูด้านการตลาดดิจิตอลอีก 9 ท่านกลายเป็นว่าหนังสือเล่มนี้รวม กูรู ที่ชำนาญในเรื่องดิจิตอลทั้งหมด 10 ท่าน เนื้อหาหลักก็คงจะเป็นกลยุทธ์ที่นักการตลาดหรือผู้ที่สนใจจะนำกลยุทธ์ และความรู้เหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ทำความเข้าใจ จนสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่จะผลักดันธุรกิจของตัวเองให้เติบโต และต่อยอดไปได้ในอนาคต อีกทั้งยังสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้มากที่สุด

หนังสือ iMarketing10.0

ถ้าคิดจะซื้อการ์ดกราฟิกสักตัวเพื่อไว้ใช้งาน เชื่อได้เลยว่าทุกท่านก็ต้องอยากได้รุ่นที่มี RAM เยอะๆ ความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงๆ มีจำนวน CUDA Cores หรือ Stream Processors มากๆ เข้าไว้ ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าลูกเล่นคุณสมบัติที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นมียิ่งเยอะยิ่งดี แต่เคยแอบสงสัยบ้างไหมครับว่าคำศัพท์แปลกๆ ที่กล่าวไปและที่แปะไว้บนกล่องการ์ดจอซึ่งมักถูกผู้ผลิตนำมาข่มคู่แข่งบ่อยๆ นั้นมันหมายถึงอะไร? แล้วจริงหรือที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกายิ่งเยอะยิ่งดี? ตลอดจนคุ้มหรือไม่ที่จะเสียเวลาร่วมครึ่งค่อนวันไปกับการโอเวอร์คล็อกเพื่อให้ได้ความเร็วที่เพิ่มขึ้นและนำไปอวดชาวบ้านได้? สำหรับในบทความนี้ผมจะอาสาไขความลับของสเป็กการ์ดจอส่วนใหญ่ที่มักเคยได้ยินกันให้ฟังครับ

การ์ดกราฟิก

Dropboxข้ออ้างในการลืมไฟล์งานที่บ้านกำลังหมดความน่าเชื่อถือไป แต่ความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัยนี่ยังไงดี, เป็นประเด็นจนได้เมื่อเจ้ากล่องวิเศษอย่างเจ้า Dropbox ที่เคยบอกกล่าวกับผู้ใช้งานว่าไฟล์ที่ถูกจัดเก็บบนระบบ Cloud Computing ใน Dropbox นั้นถูกทำการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยทั้งหมดทุกไฟล์ ไม่ว่าใครแม้แต่พนักงานของตัว Dropbox เองก็ไม่สามารถเข้าไปดูเนื้อหาของไฟล์ของไฟล์ที่ฝากไว้กับบริการของตนบน Cloud Computing ได้

บทความดีๆ จากน้อง Paotoong_PN จากเว็บไซต์ i3 ถ้าพูดถึงเรื่องกระแสของเทคโนโลยีหนัง 3D ในช่วงนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักการหยิบเอา 3D เป็นตัวชูโรงให้แก่หนังเรื่องนี้แน่นอน นั่นคือ Sex and Zen 3D หรือ ตำรารักทะลุจอ นั่นเอง  ด้วยความโดดเด่นของตัวหนังที่ใช้เทคนิค 3D ถ่ายทำให้ความรู้สึกเหมือนจริงมากขึ้นของฉากแอคชั่นและอีโรติคสุขวาบหวิว  ในประเทศเยอรมันนี ในปี 2010 มีภาพยนต์ 3D มากกว่า 21 เรื่องเข้าฉายในโรง  ซึ่งมากกว่าปี 2009 ถึงเท่าตัว และยังไม่รวมในปีนี้ 2011 อีกด้วย เพราะมีภาพยนตร์ 3D ผลิตออกมามากมาย  โดยภาพยนตร์ที่เข้าฉายเหล่านี้  จะถูกพิสูจน์ด้วยจำนวนผู้มาเข้าชมที่กองทุนภาพยนตร์เยอรมัน  หรือ DFFA เฉพาะในปี 2010 ปริมาณผู้เข้าชมที่โรงภาพยนตร์มีอัตราเพิ่มสูงถึง 13.1% เมื่อเทียบกับปี 2009 และ Thomas Schulz โฆษกของ DFFA ให้เหตุผลและอธิบายการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นว่า “ความคลั่งไคล้ในเทคโนโลยีใหม่ทำให้ผู้ชมกระตือรือร้นที่จะดูมากขึ้น” บวกกับราคาตั๋วหนัง 3D ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลตทำรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเลยทีเดียว   จะเห็นได้ว่าผลประโยชน์ในส่วนของผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้เพิ่มมากขึ้นจากภาพยนตร์ 2D ปกติ  แค่ใส่เทคนิค 3D เข้าไป ผู้ชมก็ได้อรรถรสในการรับชมมากขึ้น  รู้สึกถึงบรรยากาศต่างๆ ในภาพยนตร์มากขึ้น และผู้ผลิตเองก็ได้กำไรมากขึ้นด้วยเช่นกัน  โดยเทคนิค 3D นี่แหล่ะที่ผมจะขอหยิบยกมาเล่าประวัติของมันในมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

Sex and Zen 3D

 

POST TAGS:

ประเด็นที่ว่า Facebook และ Google+ นั้นอะไรดีกว่ากัน ผมว่าต้องแยกแยะออกไปคนละอย่างครับ Google+ น่าจะเป็นอะไรที่ดึงจุดเด่นของ Twitter ในการติดตามคน หรือ เื่รื่องที่เราสนใจ โดยใช้ ความสัมพันธ์ในรูปแบบของ Friends ที่เหมือน Facebook เข้ามาช่วยเป็นต้นแบบความคิด เอาเป็นว่าน่าสนใจ และอะไรดีกว่ากันมั้ย? ไปชม เทปบันทึกภาพที่ผมได้ไปออกรายการดีกว่าครับ!

รายการ AppGang ประเด็น

และแล้วก็ถึงเวลาที่ Google ประกาศตัวลงสู้ศึกในโลก Social Media อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดูเหมือนว่าจะท้าชนเข้ากับ Facebook อย่างแรง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตอบสนองความเป็น Social มากยิ่งขึ้น กับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่เรียกกันว่า Google+1 (กูเกิลพลัสวัน) ทำให้เกิดกระแสความแตกต่างและมีการปรับปรุงเว็บไซต์เป็นการใหญ่

เมื่อ Google เจาะตลาด Social Search

ในตอนนี้ทุกคนก็คงจะได้ยินเกี่ยวกับบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ตัวใหม่จาก Google ที่มีชื่อว่า Google+ กันมาบ้างแล้ว ซึ่งเป้าหมายหลักที่ได้เห็น Feature ของมันในตอนแรกนั้นคิดว่าเอ มันจะไปรอดหรือเปล่า จะล่มแบบที่ Google Buzz กับ Google Wave เคยเป็นหรือเปล่า แต่พอได้เข้าไปเล่นแบบละเอียดศึกษา Feature ที่เจ้า Google+ มีทั้งหมดอย่างจริงจังแล้ว พอจะเข้าใจแล้วว่า Google มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเจ้า Google+ ตัวนี้ให้แตกต่างจาก เครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือ Social Network ทั่วๆไป ที่แน่ๆต่างจาก Facebook ผิวเผินอาจจะดูเหมือนการไปเลียนแบบสถาปัตยกรรมระบบแทบจะเหมือน Facebook จนต้องตั้งคำถามว่า “Google ไปลอก Facebook หรือเปล่าเนี่ย” แต่สุดท้ายแล้วความแตกต่างมันก็มีให้เห็นอย่างชัดเจน เป้าหมายของ Google+ นั้นคือการแบ่งปันทุกสิ่งบนเครือข่าย ให้เหมือนการแบ่งปันในชีวิตจริง ความสัมพันธ์ ของเพื่อน ครอบครัว คู่ค้า ที่มีฟังก์ชันในการแบ่งแยกชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น ที่ต่างจาก Facebook ต้องเป็นเพื่อนก่อนแล้วค่อยมาแยก หรือ เลิกคบ “Unfriend” ไปภายหลัง นั่นเอง

เริ่มต้นกับ Google+

 

Internet Warสถานการณ์บนโลกอินเทอร์เน็ตในตอนนี้ คงเป็นภาวะที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในพงศาวดารจีนอย่างสามก๊ก ที่ต้องมีการชิงไหวพริบวางกลยุทธ์เพื่อทำศึก และเฝ้าศึกษาการทำยุทธ์พิชัยสงครามของฝ่ายตรงข้ามแต่ละฝ่ายเพื่อครองความเป็นใหญ่ในผืนแผ่นดิน แน่นอนว่าบนโลกอินเทอร์เน็ตก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ Google, Facebook และ Apple ถามว่าฝ่ายไหนได้เปรียบที่สุดคงจะตอบไม่ได้เพราะ แต่ละฝ่ายต่างมีดีติดตัวมาร่วมศึกกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Google ที่มีฐานสมาชิกบนโลกอินเทอร์เน็ต กับเครื่องมือค้นหาที่ได้รับความนิยม อีกทั้งระบบโฆษณาที่ทั่วโลกให้การยอมรับ Facebook ที่นับวันกำลังจะไล่ตามทัน Google เพราะทีเด็ดที่มากับ ระบบเครือข่ายสมาชิกอีกทั้งเป็นเครื่องมือในการทำการตลาดที่ยอดเยี่ยมโดยใช้ผู้เล่นในระบบเครือข่ายเป็นตัวหลักในการผลักดัน และประชาสัมพันธ์สินค้าบริการ ผ่านเกมเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้องสุดท้ายคือ Apple ที่แม้จะมีกลยุทธ์ที่ดำเนินช้ากว่า 2 ยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์แล้ว บนแพลตฟอร์มของอุปกรณ์ Apple ถือว่าเป็นผู้นำในเรื่องของการเปลี่ยนโลกทัศน์ที่นับวันจะมีไม้เด็ดออกมาสู่สายตาผู้ใช้งานในยุคของอินเทอร์เน็ตเป็นใหญ่นี้